แค่เราได้อยู่ด้วยกัน…ก็พอแล้ว

“พ่อๆ เที่ยวๆ” ผมกำลังสลึมสลือ ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ลืมตาขึ้นก็พบกับรอยยิ้มแบบหน้าบานของลูกสาววัย 1 ขวบ 7 เดือน ที่กำลังสะกิดแขนพ่อ  เป้าหมายคือให้พาไปเที่ยวหน่อย ผมหอมแก้มลูกสาวหนึ่งที แล้วก็อุ้มเธอพาออกไปเดินเล่นที่หน้าบ้าน

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตั้งนาฬิกาปลุกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ไม่ค่อยรับรู้ด้วยว่าตอนนี้กี่โมง บ่อยครั้งที่จำไม่ได้ว่าวันนี้คือวันอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ ทุกเช้าจะถูกปลุกด้วยเสียงเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในวัยกำลังหัดพูดและเริ่มซน

ระหว่างพาลูกเดินเล่นแฟนผมก็ตื่นไปทำกับข้าว บางวันผมก็ลงมือทำเอง ทำกับข้าวง่ายๆ ไข่กับปลาทูเป็นอาหารประจำ บางทีก็อุ่นกับข้าวที่ซื้อมาไว้ตั้งแต่เย็นวาน

ทำกับข้าวเสร็จ ระหว่างรอให้อาหารที่ร้อนเย็นลงหน่อย ผมก็ก็พาลูกสาวไปอาบน้ำ อาบน้ำ, แปรงฟัน, แต่งตัว, พาไปเดินเล่น เล่นด้วย พาร้องเพลง และอ่านนิทานกล่อมนอน  นั้นคือภารกิจหลักของผมในแต่ละวัน  ส่วนแฟนรับภารกิจหลักเป็นฝ่ายอาหารและเสื้อผ้า

ส่วนภารกิจรองลงมาที่ทำร่วมกันคือเล่นกับลูก เป็นพ่อแม่แบบ Full Time ได้อยู่กับลูกตลอด 24 ชม. ทั้ง 2 คน.

พลิกตัวได้ครั้งแรก, นั่งได้ครั้งแรก ,พูดได้คำแรก, กินข้าวคำแรก, ยืนได้ครั้งแรก, เดินได้ก้าวแรก, เล่นซ่อนหากันครั้งแรก ฯลฯ ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่เราสองคนพลาดไป

ในท่ามกลางโลกที่ต้องใช้เงินเยอะขึ้นมากในชีวิตประจำวัน  มากจนพ่อแม่ ต้องทำงานหนักทั้งคู่เพื่อที่จะได้เงินมาหมุนจุนเจือให้ครอบครัวเดินต่อไปได้

โลก… ที่การให้ตายาย ปู่ย่าเลี้ยงลูกให้ แล้วเราก็ออกไปหาเงิน เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงาน มากกว่าอยู่กับลูก  พลาดหลายๆ ตอนที่ลูกทำได้เป็นครั้งแรก

ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา “ดีจัง” คำนี้ดังขึ้นในหัวบ่อยๆ เวลาที่ลูกหัวเราะไม่หยุด

เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างฐานะ เพื่อให้ลูกจะได้สบาย ไม่ลำบากมากในอนาคต ผมนอนเร็วเป็นกว่าที่เคยเป้นมาตลอดชีวิต เพราะนอนพร้อมลูก แต่ก็ตื่นเช้ามากเช่นกัน เพราะต้องรับผิดชอบงานที่ต้องทำอยู่ ทุกๆ วัน ตี 3 ทั้งผมและภรรยา ก็ต้องลุกขึ้นมาสะสางงานที่ค้างอยู่ในแต่ละวัน เพื่อให้ธุรกิจที่เรากำลังสร้าง ให้มันเกิดและเดินต่อไปได้

งานสำคัญ แต่มีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า…

เราผ่านช่วงเวลาลำบากสุดๆ มาแล้ว เพียงเพราะ วันนี้เราต้องการ  แค่อยู่ด้วยกัน..ก็พอแล้ว